ไข่ฟาแบร์เช่ เป็นงานหัตถศิลป์ลงยาประดับอัญมณีและวัตถุมีค่าที่ได้รับการรังสรรค์จากช่างฝีมือได้อย่างวิจิตรงดงาม เริ่มผลิตขึ้นครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1846 โดยชายนามว่า ปีเตอร์ คาร์ล ฟาแบร์เช Peter Karl Feberge ด้วยการสร้างสรรค์ผลงานที่มีรูปแบบเฉพาะตัวทั้งจิวเวอรี่และเครื่องเคลือบของฟาแบร์เช่เอง จนได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่สังคมชั้นสูงและราชวงศ์ต่างๆ ทั่วโลก ปัจจุบันไข่ฟาแบร์เช่ที่ถือกำเนิดขึ้นมากจากฝีมือของ คาร์ล ฟาแบร์เช่ ได้กลายเป็นวัตถุโบราณที่ล้ำค่าจนไม่อาจจะ ประเมินราคากันได้

คอลเลคชั่นของฟาแบร์เชนั้นเป็นที่นิยมชมชอบในหมู่พระบรมวงศานุวงศ์และชนชั้นสูงของรัสเซียใน กรุงเซนต์ ปีเตอร์เบิร์กและกรุงมอสโก จนแทบทำให้ผลงานของช่างคนอื่นๆ แทบจะล้มหายตายจากไปเนื่องจากความสวยงามที่โดดเด่นแตกต่างไปจากงานของช่างอื่นๆ อีกทั้งฝีมือในการเจียระไนอัญมณี การตัด ขด ถักทอลวดเงินลวดทองก็ล้วนแต่ละเอียดประณีต น่าใช้ น่าถนุถนอมยิ่งนัก หรือการให้สี งานของฟาแบร์เชจะไม่ตามแนวอย่างช่างคนอื่นๆ ที่มักจะใช้การยาลงสีฟ้า ชมพูหรือสีเหลือง แต่จะเลือกใช้สีที่แตกต่างออกไปเช่น สีเขียวหม่น สีทองคร่ำ สีชมพู่คร่ำหรือสีแสดขุ่นแซมด้วยสีเนื้อและสีทองแซมด้วยอัญมณีมีค่าที่มีแนวสีกลมกลืนหรือตัดกัน เกิดเป็นสีสันที่งดงามลงตัว
ที่มาของชายผู้สร้างตำนานผู้นี้เริ่มต้นขึ้นใน ครอบครัวช่างทองที่ชื่อ กุสตาฟ ฟาแบร์เช ที่ย้ายครอบครัวมาจากฝรั่งเศสและมาเปิดกิจการร้านเครื่องประดับจำพวกเพชรพลอย ทองคำ ในย่านคนรวยของเมือง ครอบครัวฟาแบร์เชนั้นมีทายาทรุ่นต่อไปเพียง 2 คนเท่านั้น โดยคนโตชื่อว่า ปีเตอร์ คาร์ล ฟาแบร์เช เกิดเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 1846 คาร์ล ซึ่งในอนาคตเขาคือผู้ที่สร้างชื่อเสียงให้กับวงศ์ตระกูล เด็กชายคาร์ลผู้นี้เกิดและเติบโตขึ้นมาในบ้านที่เห็นภาพการทำเครื่องประดับเพชรทองอยู่จนเจนตา ทำให้เด็กชายคาร์ลได้ซึมซับเอาความเป็นช่างทองจากบิตาไปวันละเล็กวันละน้อยประกอบกับเป็นเด็กที่มีจินตนาการและชอบประดิษฐ์คิดค้นสิ่งแปลกใหม่อยู่เสมอ
แต่กิจการร้านเพชรของฟาแบรเชผู้พ่อนั้นแม้จะได้ชื่อว่าสร้างชิ้นงานได้ประณีต สวยงามแล้วแต่ก็ถือว่ายังอยู่ในระดับธรรมดาและเป็นที่รู้จักกันในวงจำกัด และเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ลูกคนโตของบ้านจะต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการของครอบครัวในรุ่นต่อๆ กุฟตาฟ ซึ่งเห็นแววช่างเครื่องประดับในตัวคาร์ลที่ฉายแววออกมาตั้งแต่ยังเด็กๆ เมื่อครั้งหนึ่งคาร์ลสร้างสรรค์ผลงานออกมาตั้งแต่ยังเยาววัย จึงตัดสินใจส่ง คาร์ล ฟาแบร์เช ในฐานะลูกชายคนโต ไปร่ำเรียนวิชาช่างทองจากเมืองต่างๆ ที่ได้ชื่อว่ามีช่างทองฝีมือดีที่สุดในโลกไปอยู่รวมกัน ทั้ง ฝรั่งเศส ปารีสและลอนดอน
หลังจากที่สำเร็จการศึกษาวิชาช่างทองกลับมายังรัสเซียแล้ว ฟาแบร์เช รุ่นลูกจึงได้เริ่มนำเอาความรู้ที่ได้มาจากออกท่องโลกกว้างมาใช้ในการซ่อมแซมวัตถุมีค่าในคลังพระสมบัติ พระราชวังฤดูหนาวของซาร์แห่งรัสเซีย หลังจากนั้นจึงเข้ารับสืบทอดกิจการแทนบิดา กิจการของ ฟาแบร์เชในรุ่นลูกนี้ก้าวหน้ารุ่งเรื่องล้ำหน้าผู้พ่อหลายเท่าตัว นั่นเป็นเพราะคาร์ลใช้ชีวิตตั้งแต่วัยเยาว์ใกล้ชิดพ่อมาตลอด ได้เห็นการทำงานของพ่อมาโดยตลอดจึงซึมซับเอาความรู้ต่างๆ ประกอบกับนิสัยรักการประดิษฐ์คิดค้นเทคนิกใหม่ๆ เพื่อสร้างสรรค์คชิ้นงานให้มีความพิเศษและงดงามจับตา เช่น การติดตะขอหรือสปริงช่วยให้วัตถุสวยงามนั้น เคลื่อนไหวได้เหมือนจริง หากเป็นรูปสัตว์ก็จะสามารถขยับปาก กลอกตาหรือก้าวเดินได้ หรือหากเป็นดอกไม้ ใบไม้ก็จะพริ้วไหวได้ราวต้องลม เรียกได้ว่าผลงานของฟาแบร์เชทุกชิ้น เป็นงานศิลป์ที่มีชีวิต เป็นที่ถูกตาต้องใจบรรดาเศรษฐีกระเป๋าหนักทั้งหลายโดยเฉพาะราชสำนัก แต่ด้วยความอุตสาหพยายามปรารถนาให้ลูกค้าได้สินค้าใหม่ๆ จึงทำให้เขาสร้างผลงานชิ้นใหม่ๆ ขึ้นอย่างต่อเนื่องจนได้รับการยอมรับว่าเป็นช่างทองที่มีผลงานที่ประณีตสวยงามที่สุดใน เซนต์ ปีเตอร์เบิร์ก แต่ฟาแบร์เชกลับไม่ได้ยินดีกับชื่อเสียงเกียรติยศที่ได้รับ ยังคงมุ่งมั่นที่จะนำเสนอผลงานหัตถศิลป์แปลกใหม่ให้ลูกค้าของเขาอยู่เสมอ จึงไม่แปลกเลยที่ร้านของเขาจะมีลูกค้ากระเป๋าหนักเดินเข้าออกเป็นว่าเล่น ในเวลาเดียวกันชื่อเสียงยังโด่งดังไกลไปถึงราชสำนัก และแล้วปีทองของนายช่าง คาร์ล ฟาแบร์เช ก็เริ่มโหมโรงเมื่อ เขารับอาสาซ่อมสร้างวัตถุมีค่าคอลเลคชั่นต่างๆ ในคลังพระสมบัติ ที่ตั้งอยู่ในพระราชวังฤดูหนาวของพระเจ้าซาร์ เป็นครั้งแรก ด้วยผลงานอันน่าประทับใจที่สามารถปลุกชีพวัตถุมีค่าสมบัติล้ำค่าในพระคลังสมบัติให้กลับมางดงามได้อีกครั้ง จึงทำให้เขาได้รับรางวัลเหรียญทองในฐานะช่างทองผู้มีผลงานยอดเยียมจาก The Moscow Pan-Russian Exhibition แต่นี่เป็นการจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะเส้นทางช่างทองอัจฉริยะของเขายิ่งเรืองรองโชติช่วงขึ้นอีกเมื่อผลงานของเขาเป็นที่ต้องพระทัยพระเจ้าซาร์ อเล็กซานเดอร์ที่ 3 จนได้รับการคัดเลือกจากช่างนับร้อยๆ คนให้เป็นหนึ่งเดียวที่ทำหน้าที่ซ่อมแซมชุดเครื่องเพชรแห่งรัสเซีย และทรงมอบหมายให้ทำการจำลองกล่องยานัตถ์ุสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ซึ่งปรากฏว่ากล่องยานัตถุที่คาร์ลถอดแบบออกมานั้นเหมือนกันจนแทบหาข้อแตกต่างไม่ได้ นับแต่นั้นเป็นต้นมาพระเจ้าซาร์ อเล็กซานเดอร์ที่ 3 ก็ทรงมีรายพระนามบรรทัดแรกในสมุดบัญชีรายชื่อลูกค้าของฟาแบร์เช อีกทั้งยังทรงมีพระเมตตาที่ทรงประทานตราหลวงให้แก่นายช่างทองอัจฉริยะผู้นี้และแต่งตั้งให้เป็นช่างทองหลวงประจำราชสำนัก ซึ่งถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนักที่จะทรงโปรดปรานใครได้มากถึงเพียงนี้ นับจากนั้นเป็นต้นมา ชื่อเสียงและความมั่งคั่งร่ำรวยของคาร์ล ฟาแบร์เช ก็ไหลมาเทมาจากออร์เดอร์สินค้ามากมายจากผู้มีอันจะกินทั้งจากในรัสเซียและจากที่อื่นๆ ที่ต้องการสินค้าแบบเดียวกับที่พระเจ้าซาร์ทรงมีถึงแม้จะต้องทุ่มกันแบบไม่อั้นก็ตาม
ผลงานการออกแบบของช่างทองหลวงอัจฉริยะแห่งรัสเซียทุกชิ้นที่เกิดขึ้นจากมันสมองของเขาถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีใน พิพิธภัณพ์ Hermitage ซึ่งทางราชสำนักได้จัดเตรียมห้องทำงานส่วนตัวให้เป็นพิเศษ ภายในห้องเก็บผลงานของเขาไว้นับร้อยๆ ชิ้นรอให้พระเจ้าซาร์ทรงเลือกเป็นของขวัญพระราชทานแก่ผู้อื่นๆ ซึ่งชิ้นงานของเขาจำนวนไม่น้อยที่ได้รับเลือกเป็นของขวัญในโอกาสพิเศษต่างๆ โดยเฉพาะเทศกาลสำคัญของชาวรัสเซีย วันฉลองอาทิตย์อีสเตอร์

วันอาทิตย์อีสเตอร์นั้นถือเป็นวันสำคัญและเป็นเทศกาลการเฉลิมฉลอง ของชาวคริสต์ทุกนิกาย ในการแสดงความยินดีต่อการคืนพระชมน์ชีพของพระเยซูคริสต์ หลังจากที่ได้สิ้นพระชมน์บนไม้กางเขนในวันศุกร์ก่อนหน้านั้นซึ่งเรียกว่า วัน Good Friday สำหรับชาวรัสเซียนิกายออโธดอกซ์แล้วในวันนี้จะเป็นวันที่ชาวคริสต์ออกมาแลกเปลี่ยนไข่ไก่ในฐานะของขวัญแก่แก่กัน ซึ่งไม่ได้จำกัดการให้เฉพาะคนในครอบครัวหรือเพื่อนเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงเจ้านายและทุกคนๆ ที่ออกมาร่วมฉลองเทศกาลอีสเตอร์ด้วยกัน ต่อมาไข่ไก่จึงถูกแทนที่ด้วยวัตถุรูปไข่เช่น ไม้ หิน แก้วหรือโลหะและอัญมณีล้ำค่า ซึ่งถูกนำมาตกแต่งด้วยวัตถุมีค่าชนิดต่างๆ จนกลายเป็นไข่ที่วิจิตรงดงาม และเมื่อราชสำนักมอบหมายให้ฟาแบรเช ออกแบบไข่อีสเตอร์ขึ้น จึงเท่ากันเป็นการตอกย้ำประเพณีทางศาสนานี้ให้ยังคงดำรงอยู่ต่อไป แต่ไข่อีสเตอร์ใบใดก็ไม่สวยงามโด่งดังและมีความสำคัญเท่ากับไข่อีสเตอร์ของซาร์แห่งรัสเซีย (the imperial eggs )ที่ได้รับการสร้างสรรค์จากช่างทองมือหนึ่งของแผ่นดินอย่าง คาร์ล ฟาแบร์เช ช่างทองหลวงในตำนาน
ในปี 1885 ไข่อีสเตอร์ใบแรกที่กลั่นกรองออกมาจากจินตนาการความคิดของฟาแบร์เช ถูกใช้เป็นของขวัญที่พระเจ้าซาร์ อเล็กซานเดอร์ที่ 3 พระราชทานให้แก่ ซาริน่า มารีอา ฟีโอโดรอฟนา (Tsarina Maria Fyodorovan) จักรพรรดินีคู่พระทัย ในวโรกาสปีครบรอบวันอภิเษกสมรส 20 ปี ของทั้งสองพระองค์ โดยทรงมอบหมายให้คาร์ล ฟาแบร์เช ประดิษฐ์ไข่อีสเตอร์ตามแบบฉบับของเขาซึ่งคงความงดงามวิจิตรตระการตา แต่มีข้อแม้ว่านอกจากจะสวยงามแล้ว ไข่ใบนั้นจะต้องมีสิ่งที่สร้างความประหลาดใจ และตื่นตาตื่นใจให้แก่พระองค์อีกด้วย ด้วยเงื่อนไขดังกล่าวทำให้คาร์ล ฟาแบร์เช ต้องใช้เวลาในการคัดสรรวัสดุที่สวยงามและมีค่าที่สุด อีกทั้งต้องคิดกลมเม็ดที่จะสร้างความตื่นตาตื่นใจไปพร้อมๆ กัน

ปรากฏว่าไข่อีสเตอร์ใบแรกของคาร์ล ฟาแบรเชที่ทำถวายเป็นเพียงไข่ขนาดเท่าของจริงลงยาเคลือบมันแบบไข่อีสเตอร์ทั่วๆ ไป แต่หากเปิดไข่ใบนั้นออก ก็จะพบไข่แดงสีทองอยู่ภายใน และเมื่อเปิดไข่แดงอีกชั้นก็จะพบแม่ไก่ทองตัวเล็กอยู่ภายใน ซึ่งกำลังทำท่ากกไข่แต่สิ่งที่กกอยู่ไม่ใช่ไข่หากแต่เป็น มงกุฎของซาร์ขนาดจิ๋วที่มีรายละเอียดเหมือนจริงทุกประการทำด้วยเพชรแท้ ข้างมงกุฎมีไข่ขนาดจิ๋วอีก 1 ใบ ทำจากทับทิมสีแดงสดวางเคียงข้างกัน

ไข่อีสเตอร์ของช่างทองหลวงคาร์ล ฟาแบร์เช ใบนี้สร้างความพอพระทัยให้กับซาร์และซาริน่าอย่างยิ่ง และทรงประกาศให้ประเพณีการทำไข่อีสเตอร์ถวายกลายเป็นราชประเพณีที่ช่างทองหลวงจะต้องทำถวายปีละหนึ่งใบ แต่คงกติการเดิมคือจะต้องมีสิ่งที่ทำสร้างความตื่นตาตื่นใจและไม่ซ้ำแบบกันทุกปี นับแต่นั้นเป็นต้นมา ช่างทองหลวงคาร์ล ฟาแบร์เชจึงได้สนองงานกษัตริย์รัสเซียด้วยการประดิษฐ์ไข่อีสเตอร์ถวายแด่ซาร์และซาริน่าเป็นประจำทุกปี รวมทั้งสิ้น 14 ใบ

The Renaissance Easter เป็นไข่อีสเตอร์ใบสุดท้ายที่คาร์ล ฟาแบร์เช ได้ทำถวายต่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 3 ก่อนที่จะเสด็จสวรรคตลงในปี 1894 ด้วยพระชนมายุเพียง 49 พรรษา ผู้ที่สืบทอดราชบัลลังค์ต่อจากพระองค์คือ มกุฎราชกุมารนิโคลัส พระชนมายุเพียง 26 พรรษา ทรงพระนามใหม่ว่า พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ซาร์พระองค์ใหม่นี้ทรงรอบรู้ศิลปะแขนงต่างๆ เช่นเดียวกับพระบิดาแต่ทรงไม่โปรดการบ้านการเมือง อีกทั้งการขึ้นครองราชย์ในครั้งนี้ก็ไม่ทรงเต็มพระทัยและไม่พร้อมที่จะปฏิบัติพระราชภาระในฐานะพระเจ้าแผ่นดินและรับผิดชอบการบริการบ้านเมือง อย่างเต็มพระกำลังดังเช่นที่พระบิดาและซาร์พระองค์ก่อนๆ ทรงปล่อยให้ข้าหลวงเก่าแก่ปฏิบัติงานเช่นที่เคยทำถวายพระบิดา ซึ่งเป็นการปกครองที่รวบอำนาจมาไว้ที่สถาบันพระมหากษัตริย์แต่เพียงผู้เดียว โดยไม่คำนึงถึงความต้องการของประชาชนที่ต้องการประชาธิปไตย แต่สิ่งที่ทรงดำเนินรอยตามพระบิดาคือ ทรงมอบหมายให้คาร์ล ฟาแบร์เช ประดิษฐ์ไข่อีสเตอร์ถวายต่อไป แต่ต้องเพิ่มจำนวนเป็นปีละ 2 ใบ สำหรับซาริน่าอเล็กซานดรา จักรพรรดินีและสำหรับพระราชชนนี
หลังจากนั้นภารกิจของช่างทองหลวงอย่าง คาร์ล ฟาแบร์เช ก็หนักอึ้งมากกว่าเดิมเมื่อต้องออกแบบและประดิษฐ์ไข่อีสเตอร์เพิ่มขึ้นมากกว่าปีละ 2 ใบ เนื่องจากพระเจ้าซาร์นิโคลัสทรงมีพระประสงค์ให้ประดิษฐ์ไข่เนื่องในวาระสำคัญๆ หรือเพื่อเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในอดีต เช่น ไข่อีสเตอร์ฉลองพระราชพิธีราชาภิเษกของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 หรือไข่ฉลองเปิดทางรถไฟสาย Trans – Siberian,ไข่ฉลองครบรอบ 200 ปีกรุงเซนต์ ปีเตอร์เบิร์ก,ไข่ฉลองครอบรอบพระราชพิธีอภิเษกสมรส 15 ปี ซึ่งเป็นการออกแบบโดยอัญเชิญพระบรมสาทิสลักษณ์พระเจ้าซาร์และซาริน่าและพระธิดาทั้ง 4 พระองค์และมกุฎราชกุมารพระองค์น้อยอีก 1 พระองค์ไว้บนเปลือกไข่ เปลือกไข่ทำด้วยทองคำลงยาสีเขียว ขาวและฟ้า ประดับด้วยเพชรและคริสตัล ตัวไข่แบ่งเป็น 16 ช่อง โดย 7 ช่องรูปไข่เป็นรูปวาดราชวงศ์ล้อมกรอบด้วยเพชร ส่วนช่องใหญ่อีก 9 ช่องเป็นภาพเหตุการณ์ต่างๆ ในช่วงชีวิตของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2, ไข่อีสเตอร์ฉลองครบรอบการครองราชย์ของราชวงศ์โรมานอฟ 300 ปี โดยวาดพระฉายาลักษณ์ของซาร์ทุกพระองค์ ตั้งแต่ปฐมวงศ์พระเจ้าซาร์ Mikhail Fedorovitch จนถึง Nicholas ที่ 2

แม้รัสเซียภายใต้พระบารมีของซาร์นิโคลัสที่ 2 หลังจากที่ต้องเผชิญหน้ากับความวุ่นวายทางการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจและความอดยาก จนมีความพยายามที่จะพัฒนาประเทศให้ทันสมัย ด้วยการสร้างทางรถไฟสาย Trans – Siberian แต่ประชาชนกว่า 150 ล้านคนทั่วประเทศกำลังอดยากและเจ็บป่วย มีเพียงกลุ่มคนผู้สูงศักดิ์เท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย ทำให้เกิดกระแสไม่พอใจในระบบชนชั้นในหมู่ประชาชนเพิ่มขึ้นทุกขณะ
แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแต่ ช่างหลวงอย่างคาร์ล ฟาแบร์เช ก็ยังคงถวายความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเหนี่ยวแน่นด้วยการประดิษฐ์ไข่อีสเตอร์ออกมาแม้ประเทศจะอยู่ในช่วงสงคราม ความอดยาก ซึ่งทำให้ต้องใช้วัสดุและแรงงานที่มีอยู่จำกัดก็ตาม แต่ก็สามารถประดิษฐ์ไข่อีสเตอร์จากเหล็กขึ้นมาแทน เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น หรือชิ้นที่สร้างความสะเทือนใจมากที่สุดคือ the Order of the Saint Geoge Egg ไข่อีสเตอร์ที่ซาร์นำไปถวายพระราชชนนีเป็นชิ้นสุดท้ายก่อนเกิดการปฏิวัติใหญ่ในปี 1917 จนทำให้พระนางต้องเสด็จลี้ภัยกลับไปยังเดนมาร์กและประทับอยู่จนสิ้นพระชนม์ลง ขณะที่พระโอรส พระสุนิสาและพระนัดดาถูกปลงพระชนม์ในรัสเซีย
หลังการปฏิวัติ รัฐบาลคอมมิวนิสต์ได้ยึดผลงานของฟาแบร์เชและโรงงานของเขาตกเป็นของรัฐทั้งหมด ส่วนฟาแบร์เชและครอบครัวต้องหลบหนีออกนอกประเทศ วันที่ 24 กันยายน 1920 ตำนานช่างทองหลวงแห่งราชสำนักรัสเซียเดินทางมาถึงบทสุดท้ายเมื่อคาร์ล ฟาแบร์เช เสียชีวิตด้วยวัย 74 ปี ที่เมืองโลซานน์ สวิตเซอร์แลนด์ และมีการนำศพมาฝังรวมกับภรรยาของตนเองที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส
และถึงแม้ว่าฟาแบร์เช เจ้าตำรับไข่อีสเตอร์จะลาจากโลกไปแล้ว แต่ตำนานของฟาแบร์เชก็ยังคงดำเนินต่อไป แม้ระบอบการปกครองแบบซาร์ที่ยืนยาวมาถึง 300 ปีจะล่มสลายลงไปพร้อมกับการทำลายทุกอย่างที่เกียวข้องกับซาร์ แต่ไข่อีสเตอร์กลับเป็นวัตถุมีค่าเพียงอย่างเดียวที่ไม่มีใครแตะต้องหรือคิดจะทำลายเหมือนที่สมบัติในพระคลังหลวงจะถูกนำไปหลอมใหม่ แต่เนื่องจากรัสเซียหลังการปฏิวัติจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลในการฟื้นฟูประเทศ ผลงานศิลปะจำนวนมากของฟาแบร์เชซึ่งไม่เพียงแต่ไข่อีสเตอร์เท่านั้น จึงตกไปอยู่ในมือนักสะสมของเก่า วัตถุโบราณที่กระจายอยู่ทั่วยุโรป แต่ในส่วนของอีสเตอร์ในราชสำนักสยามยังคงมีอยู่ และกลายเป็นคอลเลคชั่นที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในช่วงปี 1930-1933 ไข่อีสเตอร์จำนวน 14 ใบ ถูกขายออกไป

ไม่เพียงแต่เชื้อพระวงศ์ในรัสเซียหรือราชวงศ์สายยุโรปเท่านั้นที่ได้ครอบครองไข่อีสเตอร์ของคาร์ล ฟาแบร์เช แต่พระเจ้าแผ่นดินของเราพระองค์หนึ่ง ก็ทรงมีไว้ในครอบครองเช่นเดียว ซึ่งเป็นการพระราชทานให้ต่อกันระหว่างพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรป และเสด็จไปเยือนรัสเซีย เนื่องจากทรงมีความสนิทสนมคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีกับพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ตั้งแต่ครั้งยังทรงเป็นมกุฎราชกุมารและเคยเสด็จมาเยือนสยาม ในครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงถวายการต้อนรับมกุฎราชกุมารแห่งรัสเซียอย่างสมพระเกียรติ สร้างความพอพระราชหฤทัยแก่ราชวงศ์โรมานอฟยิ่งนัก และเมื่อพระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงสยามเสด็จยืนรัสเซีย มกุฎราชกุมารที่เสด็จเถลิงราชย์ขึ้นเป็นพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 จึงทรงจัดงานถวายการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติเช่นเดียวกัน ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ุไทย-รัสเซียแนบแน่นยิ่งขึ้น
แม้ชีวิตของ คาร์ล ฟาแบร์เชจะจบไปแล้วเมื่อร้อยกว่าปีก่อน แต่วันนี้ชื่อของ คาร์ล ฟาแบร์เช ก็ยังคงเป็นชื่อที่ติดหูสำหรับคนที่รักงานศิลปะแห่งความงามบนเครื่องประดับชิ้นต่างๆ และเป็นแหมือนเครื่องการันตีได้ว่าหัตถศิลป์ชิ้นนั้นได้รับการรังสรรค์ที่มีต้นตำรับมาจากช่างทองวังหลวงแต่งราชวงศ์โรมานอฟ

นอกจากไข่ฟาแบร์เช ที่ทรงได้รับพระราชทานมาจากพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงสะสมคอลเลคชั่นต่างๆ ไว้จำนวนมาก เช่น พระแก้วมรกตองค์เล็ก โปรดเกล้าฯ ให้ช่างไทยเป็นผู้ออกแบบและส่งแบบให้ทาง ฟาแบร์เชจัดสร้างถวายเป็นพระพุทธรูปหินหยกเขียว ปางมารวิชัย และมีเครื่องหมาย ฟาแบร์เช สลักอยู่ใต้ฐาน และยังทรงรับสั่งให้ฟาแบรเช ลงยาพระบรมฉายาลักษณ์ของพระราชโอรสและพระราชธิดาและส่วนพระองค์ ซึ่งราชสำนักไทยเป็นราชสำนักเดียวในภาคพื้นตะวันออกที่สั่งศิลปวัตถุต่างๆ จากฟาแบร์เช ราชวงศ์ที่สะสมคอลเลคชั่นของฟาแบร์เชไว้มากที่สุด คือ ราชวงศ์วินเซอร์ แห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งมีคอลเลคชั่นของฟาแบร์เชมากถึง 600 ชิ้น
ปัจจุบันคอลเลคชั่นฟาแบร์เชไม่ได้มีเพียงไข่อีสเตอร์เท่านั้นแต่ยังผลิตสินค้าในรูปของเครื่องประดับอื่นๆ ออกมาเช่น สร้อยคอ แหวน ตุ้มหู จี้เพชร เครื่องประดับชนิดต่างๆ นาฬิกา ไข่เพชรหลากหลายรูปแบบซึ่งทั้งหมดผลิตมาจากทองคำ และเติมความงดงามด้วยการลงยาซึ่งเป็นศาสตร์และศิลป์เฉพาะของทางฟาแบร์เชเท่านั้นที่ยากจะมีใครลอกเลียนแบบได้
ฟาแบร์เช ของสะสมล้ำค่า แห่งราชวงศ์โรมานอฟ
ไข่ฟาแบร์เช แห่งราชสำนักรัสเซีย หนึ่งในงานศิลป์ที่ประณีตงดงามข้ามกาลเวลา ด้วยความที่เป็นศิลปวัตถุที่ทรงคุณค่าทั้งทางด้านประวัติศาสตร์และมูลค่าทางเศรษฐกิจ จึงทำให้มีการเปรียบเปรยกันว่า ฟาแบร์เช เป็นของเล่นของผู้มีอันจะกิน แต่หากมีโอกาสได้เห็นสักครั้งก็ถือว่าชีวิตนี้คุ้มค่าแล้ว
ปัจจุบัน ไข่ฟาแบร์เชได้กลายเป็นวัตถุมีค่าที่มีค่าตัวสูงลิบ น้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้ครอบครอง อีกทั้งแต่ละชิ้นยังเป็นจัดได้ว่างดงามเป็นหนึ่งในเรื่องความประณีต สวยงามและสูงค่า โดยเฉพาะคอลเลคชั่นสำคัญอย่าง ไข่ฟาแบร์เช ฝีมือช่าง คาร์ล ฟาแบร์เช ช่างหลวงในตำนานแห่งรัสเซีย