..... GLOBAL WARMING .....
นักนิเวศวิทยาต่างลงความเห็นว่า ความแปรปวนของธรรมชาติที่เกิดขึ้นไม่ว่า ฝนตกดินถล่ม น้ำท่วม ล้วนมีปัจจัยมาจากการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติ ทั้งการตัดไม้ทำลายป่า การใช้ทรัพยากรดินน้ำอย่างไม่เหมาะสม ฯลฯ ไม่ว่าตัวแปรเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คืออะไร แต่ผลที่เกิดขึ้นประจักษ์ชัดแก่สายตาแล้วสำหรับชาวบ้านที่อยู่ริมทะเล เสาไฟฟ้าที่เคยตั้งอยู่ข้างถนน วันนี้กลับยืนเข้าแถวเรียงราวอยู่ห่างจากชายฝั่งไปหลายร้อยเมตร
รศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล หัวหน้าโครงการวิจัยแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งข้อสังเกตว่า ในระยะหลังกระแสลมเปลี่ยนทิศทางและมีความรุนแรงมากขึ้น จนเป็นสาเหตุให้เกิดคลื่นในทะเลสูง และเกิดลมมรสุมเพิ่มมากขึ้น
"สังเกตดูว่าคลื่นลมในทะเลเกิดการเปลี่ยนทิศทาง คลื่นแถบอ่าวไทยที่ปกติสูง 1 เมตร ก็เพิ่มเป็น 2 เมตร ขณะที่ฝั่งอันดามันก็มีคลื่นสูงเป็น 4-5 เมตร จากเดิมเคยมีคลื่นสูงราว 2- 3 เมตร เดิม 3-5 ปีจะมีพายุจรพัดมาสักลูก แต่ในช่วง 10 ปีนี้เกิดพายุเฉลี่ย 1-2 ปี หนึ่งลูก" นักวิชาการกล่าว
การเปลี่ยนแปลงและความรุนแรงของคลื่นในอ่าวไทยและอันดามัน เป็นผลมาจากความเร็วของลมประจำทิศและพายุเป็นหลัก โดยที่ตั้งของประเทศไทยได้รับอิทธิพลของลมประจำถิ่นจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้
ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ พัดมาจากตอนบนของประเทศระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถึงกุมภาพันธ์ นำพาความเย็นเข้าสู่ประเทศไทยและพัดผ่านอ่าวไทยก่อให้เกิดฝนตกชุกในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศ การเปลี่ยนแปลงของระดับคลื่นทะเลและลมส่งผลให้ชายฝั่งด้านอ่าวไทยทั้งภาคตะวันออกและภาคใต้ถูกกัดเซาะพื้นที่หายไปในทะเลอย่างต่อเนื่อง
ส่วนลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดมาจากทะเลอันดามันช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคมนำพาความชุ่มชื้นเข้าสู่ประเทศไทย ทำให้เกิดฝนตกชุกในภาคกลาง ภาคตะวันตกและภาคใต้ฝั่งตะวันตก
ไทยยังได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อนหรือลมพายุจร ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นลมพายุดีเปรสชัน มีจุดกำเนิดจากบริเวณทะเลจีนใต้และมีส่วนน้อยที่เกิดในบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก โดยพายุโซนร้อนจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทยในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมเคลื่อนผ่านภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกของประเทศในช่วงเดือนตุลาคมถึง เดือนธันวาคม และจะเคลื่อนตัวผ่านภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ฝั่งตะวันออกของประเทศ
ปัจจัยที่ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเปลี่ยนแปลงอีกตัวหนึ่งคือ อุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้น "จากการคาดการณ์ของแบบจำลองการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ พบว่าอุณหภูมิโลกจะสูงขึ้น 1.2-2 องศาเซลเซียส หรืออาจจะสูงขึ้นถึง 3.5-5 องศาเซลเซียสในอีก 40-50 ปีข้างหน้า ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล หรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของลมพายุมากขึ้นในอนาคต และมีผลต่อระดับน้ำทะเล" นักวิชาการจุฬาฯ กล่าว
สำหรับระดับน้ำทะเลทั่วโลกซึ่งได้จากสถานีวัดน้ำทะเลทวีปต่างๆ พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น 12-15 เซนติเมตร ซึ่งคาดว่าระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้นจากอุณหภูมิโลก เพราะบางแห่งที่เกิดระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นจะเกิดการทรุดตัวของแผ่นดิน หรือระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นผสมกับเกิดการทรุดตัวของแผ่นดินได้
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้เขาประเมินว่า ในช่วง 30 ปีข้างหน้า การทรุดตัวของแผ่นดิน และความแปรปรวนของภูมิอากาศโลกจะเพิ่มระดับความรุนแรงขึ้นถึง 20%และจะส่งผลให้เกิดภัยพิบัติทั้งน้ำท่วม ดินถล่ม ดินทรุด น้ำแล้ง และปริมาณฝน ภูมิอากาศในฤดูกาลต่างๆ
หากเปรียบเทียบอัตราของแผ่นดินทรุดที่พบบริเวณชายฝั่งทะเลปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่อัตราประมาณ 24-45 มิลลิเมตรต่อปี กับข้อมูลการศึกษาเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลของบริเวณอ่าวไทยในอดีตพบว่า ในช่วงประมาณ 6,000-12,000 ปีที่ผ่านมา มีอัตราการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลอยู่ที่ประมาณ 16-26 มิลลิเมตรต่อปี การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลด้วยอัตราดังกล่าวทำให้ระดับน้ำทะเลในอดีตสูงขึ้นทั้งสิ้น 65 เมตร และได้รุกท่วมบริเวณอ่าวไทยทั้งหมดที่เป็นที่ราบภาคกลางและกรุงเทพมหานคร
ขณะเดียวกัน มีการประเมินระดับน้ำทะเลใน 20 ปีข้างหน้าพบว่า ระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตรเช่นกัน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วม การเปลี่ยนแปลงของพายุโซนร้อน และหากแผ่นดินทรุดยังเกิดอย่างต่อเนื่อง บวกกับระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น โดยไม่มีมาตรการอะไรมาแก้ปัญหาเลย สุดท้ายกรุงเทพฯและปริมณฑลหายไปเกือบครึ่งเมือง เนื่องจากขณะนี้ไม่มีพื้นที่รับน้ำเหลืออยู่แล้ว
"การเปลี่ยนแปลงของกระแสลม และการลดลงของพื้นที่ป่าชายเลนส่งผลให้ ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น โดยพื้นที่ชายฝั่งทะเลของไทยหายไปจำนวนมาก" รศ.ดร.ธนวัฒน์ กล่าวเสริม
การลดลงของป่าชายเลนทั้งด้านอ่าวไทยและอันดามันมีสาเหตุ 2 ประการ คือการตัดไม้ป่าชายเลน เพื่อการผลิตถ่านไม้ และการปรับพื้นที่ป่าชายเลนเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ซึ่งการลดลงของพื้นที่ป่าชายเลนดังกล่าว เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งทะเลเพิ่มมากขึ้น
สถานการณ์กัดเซาะชายฝั่งเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น โดยขณะนี้จังหวัดริมชายฝั่งทะเลทั้ง 23 จังหวัด ทั้งแถบฝั่งอ่าวไทย และฝั่งอันดามันประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรง คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 599 กิโลเมตร หรือ 21% ของพื้นที่ชายฝั่ง 2,667 กิโลเมตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณปากแม่น้ำบางปะกงจนถึงปากแม่น้ำแม่คลองครอบคลุม 5 จังหวัดได้แก่ ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ กทม. สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ซึ่งค่อนข้างอ่อนไหวและมีการกัดเซาะรุนแรงที่สุดของประเทศ เนื่องจากบางพื้นที่มีอัตราการกัดเซาะชายฝั่งมากกว่า 25 เมตรต่อปี
สำหรับจังหวัดสมุทรปราการจุดที่ประสบปัญหามากแถวบริเวณบ้านขุนสมุทรจีน ซึ่งในรอบ 38 ปีที่ขณะนี้พื้นที่หายไป 11,000 ไร่ และจากการทำแบบจำลองอีก 20 ปี จะหายไปอีก 37,000 ไร่ ซึ่งกระทบกับชาวบ้านโดยตรง
พื้นที่ดังกล่าวจะใช้เป็นพื้นที่นำร่องในการแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งแบบเป็นระบบโดยได้รับงบฯ จากสำนักงาน กองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)จะทดลองทำโมเดลโดยผสมผสานทั้งโครงสร้าง ปลูกป่าชายเลน และ การเติมตะกอนดินในระยะทาง 400 เมตรใช้ระยะเวลา 1-2 ปี
ภาพรวมพื้นที่ชายฝั่งทะเลรวม 30 แห่ง ที่เป็นพื้นที่วิกฤติมาก คือชายฝั่งทะเลเกาะแมว-แหลมหญ้า อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี พบอัตรากัดเซาะมากกว่า 5 เมตรต่อปี เป็นระยะทาง 16 กิโลเมตร รองลงมาชายฝั่งทะเลมาบตาพุด อำเภอเมือง จังหวัดระยอง แถวหาดทรายทอง ระยะทาง 2.5 กิโลเมตร หาดหายไป 5-10 เมตร เนื่องจากการสร้างท่าเรือน้ำลึกยื่นไปในทะเล
“ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบริเวณกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่เกิดจากแผ่นดินทรุดนั้น พบว่า ในอนาคตบางพื้นที่จะมีอัตราการกัดเซาะมากถึงร้อยละ 65 เมตรต่อปี ซึ่งหากไม่มีมาตรการใดๆ ในการ แก้ปัญหาก็จะเกิดการกัดเซาะชายฝั่งหายไปอีกประมาณ 1.3 กิโลเมตรในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะ พื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาที่เป็นที่ตั้งของชุมชนหนาแน่น มีนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง และกำลังมีการพัฒนาขยายตัวของเมืองใหม่ และอยู่ใกล้กับสนามบินแห่งชาติสุวรรณภูมิที่ห่างจากชายฝั่ง 15 กิโลเมตร ในอีก 100 ปีจะถูกน้ำทะเลรุกท่วมเข้ามาอีกประมาณ 6 - 8 กิโลเมตร” รศ.ดร. ธนวัฒน์ กล่าว
รับมือคลื่นกระทบฝั่ง
ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งจะเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน นายสุรพล กฤษณามระ ผู้อำนวยการส่วนจัดการที่ดินชายฝั่ง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า ในการสำรวจการกัดเซาะชายฝั่งบริเวณอ่าวไทยตอนบน พบว่าหน่วยงานในพื้นที่ต่างๆ ได้มีการหาแนวทางป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การใช้ไม้ปักเป็นแนวกันคลื่น การทิ้งหินริมชายฝั่งเพื่อลดการกัดเซาะ หรือแม้กระทั่งการวางไส้กรอกทรายเพื่อกันคลื่นนอกชายฝั่งของกรมการขนส่งทางน้ำพาณิชย์นาวี
"ผลที่ได้จากการสร้างแนวป้องกันไม่สามารถรักษาแนวชายฝั่งได้ตลอดไป หากแต่เป็นเพียงการชะลอการพังทลายของดินเท่านั้น ไม่สามารถเพิ่มพื้นที่ให้ยื่นออกไปในทะเลได้ อีกทั้งในการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งบางวิธียังเป็นการย้ายจุดรับผลกระทบไปยังบริเวณอื่นอีกด้วย" นายสุรพล กล่าว
นางสมร เข่งสมุทร ผู้ใหญ่บ้านขุนสมุทรจีนซึ่งได้รับผลกระทบจากการกัดเซาะชายฝั่ง กล่าวว่า ถึงแม้คนในชุมชนจะช่วยกันหาทางป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งด้วยการปักเสาไม้หรือทิ้งหินเป็นกำแพงกันคลื่นกัดเซาะแล้ว ก็ยังไม่สามารถช่วยอะไรได้มากนัก และปัญหาดังกล่าวนอกจากจะทำลายที่ดิน บ้านเรือนและทรัพย์สินของชาวบ้านแล้วนั้น ยังคงทำลายสังคมประเพณีและวัฒนธรรมอันงดงามไปจากชุมชนด้วย
เดิมชาวบ้านขุนสมุทรจีนมีอาชีพประมงแบบพื้นบ้าน แต่หลังจากมีการพังทลายของดินอย่างต่อเนื่องสัตว์ทะเลจำพวกพวกปู กุ้ง ปลาก็พลอยหายไป คนในชุมชนจึงต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตออกไปใช้แรงงานแทน ทำให้ไม่มีเวลาอยู่ดูแลครอบครัวจนเกิดปัญหาด้านสุขภาพตามมา
สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหา รศ.ดร.ธนวัฒน์ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง จำเป็นต้องมีการศึกษาถึงรูปแบบการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่เหมาะสมและตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในบริเวณใกล้เคียง อีกทั้งแนวทางในการป้องกันการกัดเซาะตลอดแนวชายฝั่งทะเลต้องมีความสอดคล้องกันมิใช่ต่างคนต่างทำ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งเป็นไปอย่างยั่งยืน
รูปแบบการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งของโลกพบว่ามีอยู่ 3 วิธีการด้วยคือ 1.การป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งโดยใช้โครงสร้างทางวิศวกรรมเช่น กำแพงกันคลื่นชายฝั่ง เขื่อนกันตะกอนร่องน้ำ เขื่อนกันคลื่นนอกชายฝั่ง แนวปะการังเทียมหรือสาหร่ายเทียม และการปักเสาไฟฟ้าหรือไม้ลวก 2.การสร้างสมดุลให้กับธรรมชาติ เช่นการเติมทรายบนชายหาดที่ถูกกัดเซาะ การปลูกป่าชายเลน และการกันพื้นที่เสี่ยงภัยธรรมชาติไม่ให้ชาวบ้านอาศัย 3.การไม่ดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้นคือ อพยพย้ายถิ่นเมื่อการกัดเซาะเข้ามาถึงที่พักอาศัย
วิธีการป้องกันแนวชายฝั่งบ้านขุนสมุทรจีน จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นพื้นที่การกัดเซาะที่รุนแรงที่สุดนั้น ได้สร้างการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งโดยใช้โครงสร้างทางวิศวกรรมเข้ามาในระยะแรก ใช้เสาคอนกรีตรูปสามเหลี่ยมปักเป็นแนวกันคลื่นและติดสาหร่ายเทียมด้านหน้าเพื่อช่วยดักเก็บตะกอนในน้ำ
จากนั้นเมื่อตะกอนเริ่มมีมากขึ้นจึงปลูกป่าชายเลนเพื่อช่วยยึดตะกอนไม่ให้ถูกคลื่นกัดเซาะ เมื่อป่าชายเลนขยายพื้นที่ลงไปในน้ำมากขึ้นเท่าไหร่พื้นที่ชายฝั่งบริเวณนั้นก็จะงอกกลับคืนมาเท่านั้น ซึ่งหากรูปแบบการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งดังกล่าวประสบผลสำเร็จจะตั้งชื่อว่า “ขุนสมุทรจีน 49A1” ถือเป็นวิธีการเพิ่มพื้นที่ชายฝั่งทะเลได้เป็นครั้งแรกของโลก
อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาจำเป็นจะต้องยึดแนวทางผสมผสาน คือการสร้างเสถียรภาพของชายฝั่งทะเล โดยโครงสร้างทางวิศวกรรมชายฝั่งนอกจากนี้สิ่งที่ควรทำคือ การกำหนดแนวทางตามแผนแม่บทการแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลโดยการกำหนดระยะของสิ่งก่อสร้างบนชายหาด โดยไม่ให้มีการก่อสร้างบนชายหาด เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา ความเสียหายกับทรัพย์สินไปด้วย
..................................................................................................................
10 ปรากฎการณ์ประหลาด จากเหตุ "โลกร้อน!"
1 สัตว์อพยพไร้ที่อยู่
ผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน ทำให้สัตว์บางชนิด เช่น กระรอก ตัวชิปมังก์ หรือแม้กระทั่งหนู ต้องอพยพหนีขึ้นไปอยู่บนที่สูงขึ้น
สัตว์ที่กำลังเผชิญปัญหาใหญ่ ได้แก่ "หมีขั้วโลก" ที่ในอนาคตอาจมีชีวิตอยู่ในถิ่นฐานเดิมแถบอาร์กติก ขั้วโลกเหนือไม่ได้ เนื่องจากธารน้ำแข็ง ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภัย "โลกร้อน" ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจน อาทิ อากาศร้อนขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกละลาย หรือระดับน้ำทะเลโลกสูงขึ้นเท่านั้น แต่ปัจจุบันยังเป็นต้นเหตุของปรากฎการณ์แปลกๆ มากมาย ซึ่งเกี่ยวพันกับการหายสาบสูญของทะเลสาบ โรคภูมิแพ้โดยไม่ทราบสาเหตุ วิถีโคจรของดาวเทียมในอวกาศ ฯลฯ!
2 สารภูมิแพ้แพร่ระบาด
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้เกิดปรากฎการณ์ประหลาดขึ้นทุกๆ ช่วงฤดูใบไม้ผลิ นั่นคือ ประชาชนไอ จาม ป็นภูมิแพ้ และหอบหืดกันง่ายขึ้นและบ่อยขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ จากการศึกษาที่ผ่านมา พบว่า วิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปกับสภาพมลพิษในอากาศ เป็นสาเหตุสำคัญของอาการดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยใหม่ๆ ชี้ให้เห็นว่า วิกฤตอุณหภูมิโลกร้อนขึ้นและมีระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศมากขึ้น คือต้นเหตุทำให้พืชพรรณต่างๆ ผลิใบเร็วกว่าเดิม ขณะเดียวกันปริมาณละอองเกสรที่ฟุ้งกระจายไปตามอากาศก็มากขึ้นเช่นกัน คนที่เป็นภูมิแพ้หรือหอบหืดเมื่อสูดละอองเหล่านี้เข้าไปมากๆ อาการจึงกำเริบง่าย
3 "พืช" ขั้วโลกคืนชีพ
ช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ผลจากภาวะน้ำแข็งขั้วโลกละลายเพราะโลกร้อน ส่งผลต่อการดำรงอยู่ของพืชและสัตว์จำนวนมาก ตามปกติ พืชแถบอาร์กติกจะถูกปกคลุมอยู่ในน้ำแข็งตลอดทั้งปี
แต่ปัจจุบัน เมื่อน้ำแข็งละลายมากขึ้นเรื่อย โดยเฉพาะในช่วงก่อนฤดูใบไม้ผลิต จึงทำให้พืชที่เคยถูกห่อหุ้มด้วยน้ำแข็งกลายเป็นอิสระ สามารถเริ่มกระบวนการสังเคราะห์แสงและกลับมาเติบโตขึ้นอีกครั้ง กลายเป็นอีก 1 ปรากฎการณ์ใหม่ของพื้นที่ขั้วโลกเหนือ
4 ทะเลสาบหายสาบสูญ
เรื่องประหลาดๆ ที่เกิดขึ้นในเขตอาร์กติก หรือ ขั้วโลกเหนือยังไม่หมดแค่นั้น มีงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า ในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา "ทะเลสาบ" ประมาณ 125 แห่งได้หายสาบสูญไปจากเขตอาร์กติก เป็นสัญญาณหนึ่งที่ช่วยให้เห็นว่า ภัยโลกร้อนส่งผลกระทบเร็วมากต่อสภาพแวดล้อมแถบขั้วโลก
สาเหตุที่ทะเลสาบหายไปก็เพราะ "เพอร์มาฟรอส" ที่เป็นน้ำแข็งแข็งตัวอยู่ใต้พื้นทะเลสาบนั้นละลายหมดสิ้นไป ดังนั้น น้ำในทะเลสาบจึงซึมเข้าสู่พื้นดินข้างใต้ได้ เหมือนกับเวลาเราดึงจุกปิดน้ำออกจากอ่างอาบน้ำแล้วน้ำจึงไหลหมดไปจากอ่างนั่นเอง
นอกจากนี้ การที่ทะเลสาบขั้วโลกหายวับไป ยังส่งผลลูกโซ่ปั่นป่วนไปถึงระบบนิเวศในพื้นที่ที่พึ่งพิงน้ำจากทะเลสาบอีกด้วย
5 น้ำแข็งใต้พื้นโลกละลาย
ภาวะโลกร้อนไม่ได้เพียงแค่ทำให้ธารน้ำแข็งขั้วโลกละลายอย่างต่อเนื่องเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้ชั้นน้ำแข็งถาวรที่มีอยู่ใต้พื้นผิวโลกค่อยๆ ละลายลดปริมาณลงไปเช่นกัน
ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นตามมาในอนาคตก็คือ จุดใต้พื้นโลก ซึ่งเคยเป็นน้ำแข็งหายไปจนเกิดเป็น "รูรั่ว" ใต้ดินขึ้นมา เมื่อเป็นเช่นนี้สภาพทางภูมิศาสตร์ในพื้นที่ย่อมเปลี่ยนไป
สิ่งปลูกสร้าง หรือ สิ่งก่อสร้างของมนุษย์ เช่น ทางรถไฟ ถนน บ้านเรือน ฯลฯ ซึ่งตั้งอยู่เหนือจุดดังกล่าวมีโอกาสได้รับความเสียหายตามไปด้วย ถ้าปรากฎการณ์น้ำแข็งละลายเกิดขึ้นบนที่สูง เช่น ภูเขา จะก่อให้เกิดภัยธรรมชาติตามมา อาทิ หินถล่มและโคลนถล่ม เป็นต้น
6 ชนวนเกิดไฟป่า
นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยืนยันตรงกันทั่วโลก ว่าภัยโลกร้อนเป็นสาเหตุให้ธารน้ำแข็งละลายและพายุก่อตัวบ่อยและรุนแรงขึ้นกว่าในอดีต ยิ่งไปกว่านั้น ภาวะโลกร้อนยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิด "ไฟป่า" ได้ง่ายขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก
และชาติเมืองหนาวในซีกโลกตะวันตก ซึ่งตามปกติไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องไฟป่า ก็เริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงนี้กันแล้ว เหตุเพราะสภาพป่าแห้งกว่าเดิม จึงเป็นเชื้อไฟอย่างดี
7 ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นถึงอยู่รอด
โลกร้อนส่งผลให้หน้าหนาวหดสั้นลง และหน้าร้อนมาถึงเร็วขึ้น บรรดา "นกอพยพ" หลายสายพันธ์ุต่างมึนงง ปรับ "นาฬิกาชีวภาพ" ในตัวของมันให้เข้ากับสภาพความผันแปรของฤดูกาลที่บิดเบี้ยวไปไม่ทัน สัตว์ที่จะเอาชีวิตรอดจากสภาพภูมิอากาศแปรปรวนในทุกวันนี้ได้ต้องเป็นสายพันธ์ุที่แข็งแรงที่สุดเท่านั้น
ในที่สุดสัตว์ที่อยู่รอดจะต้อง "กลายพันธ์ุ" หรือปรับพันธุกรรมในตัวมันเสียใหม่ เพื่อรับมือภัยโลกร้อนให้ได้ และมีสัตว์หลายชนิดกำลังวิวัฒนาการตัวเองเช่นนั้นอยู่
8 ดาวเทียมโคจรเร็วกว่าเดิม
การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้าถ่านหิน ยวดยานพาหนะ ฯลฯ คือ ตัวการสำคัญของวิกฤตโลกร้อน
ล่าสุดพบว่า เจ้าก๊าซตัวเดียวกันนี้เองที่ขึ้นไปสะสมมากขึ้นในชั้นบรรยากาศโลก ได้กลายเป็นต้นเหตุทำให้ "ดาวเทียม" ที่อยู่ในวงโคจรโลกเคลื่อนที่เร็วกว่าเดิม
ตามปกติ อากาศในบรรยากาศชั้นนอกสุดของโลกจะเบาบาง แต่โมเลกุลของอากาศจะยังคงมีแรงดึงดูดมากพอในการทำให้ดาวเทียมโคจรช้าๆ ดังนั้น เราอาจเคยได้ยินข่าวกันมาบ้างว่า ผู้ควบคุมต้องจึดระเบิดดาวเทียมเป็นระยะๆ เพื่อให้ดาวเทียมโคจรต่อไปอย่างถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม เมื่อคาร์บอนไดออกไซด์ลอยไปสะสมในบรรยากาศชั้นล่างมากไป จะทำแรงดึงดูดของบรรยากาศชั้นนอกสุดลดกำลังลง ดาวเทียมจึงโคจรเร็วกว่าปกติ
9 ภูเขากระเด้งตัวเหนือพื้นโลก
ภูเขาและเทือกเขาสูงหลายแห่งทั่วโลกกำลังขยายตัว "สูง" ขึ้น เพราะผลจากโลกร้อน! นั่นเป็นเพราะ ตามธรรมชาติที่ผ่านๆ มานับพันปี ยอดภูเขาในเขตหนาวเย็นโดยทั่วไปจะมี "น้ำแข็ง" ปกคลุมอยู่ ทำหน้าที่เป็นเหมือนกับตุ้มน้ำหนักที่คอยกดทับให้ฐานล่างของภูเขาทรุดต่ำลงไปใต้พื้นผิว
เมื่อน้ำแข็งบนยอดเขามลายสูญสิ้นไป ส่วนฐานล่างที่เคยถูกกดจมดินลงไปจะค่อยๆ กระเด้งคืนตัวกลับมาเหนือผิวโลกอีกครั้ง
10 โบราณสถานเสียหาย
โบราณสถาน เมืองเก่าแก่ ซากปรักหักพังทางประวัติศาสตร์ ฯลฯ อันเป็นสิ่งแสดงถึงวัฒนธรรมอันรุ่งเรื่องของมนุษย์ในอดีตได้รับผลกระทบจากโลกร้อน
เหตุเพราะโลกร้อนทำให้อากาศทั่วโลกแปรปรวน ทั้งเกิดพายุ น้ำท่วม ภัยแล้ง ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูง และล้วนแต่ยิ่งสร้างความเสียหายให้กับมรดกตกทอดทางประวัติศาสตร์ดังกล่าว ซึ่งมีสภาพทรุดโทรมอยู่แล้ว
โบราณสถานอายุ 600 ปีในจังหวัดสุโขทัยของประเทศไทยเรา ก็เคยเสียหายอย่างหนักเพราะภัยน้ำท่วมใหญ่ ซึ่งเป็นผลจากภัยโลกร้อน มาแล้วเช่นกัน
..................................................................................................................
ภาวะโลกร้อนทำให้ภูมิประเทศเปลี่ยนไปขนาดไหน
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นตัวการสำคัญกักเก็บความร้อนจากแสงอาทิตย์ไว้ไม่ให้คายออกไปสู่บรรยากาศ
การเผาผลาญเชื้อเพลงฟอสซิลต่างๆ เช่น ถ่านหิน น้ำมันเชื้อเพลิง และการตัดไม้ทำลายป่าเหล่านี้ส่งผลให้ปริมาณ คาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
อันส่งผลกระทบต่างๆมากมายไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิของโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภัยธรรมชาติต่างๆเกิดบ่อยขึ้น และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้คือ...
1. จำนวนพายุ Hurricane Category 4 และ 5 เพิ่มขึ้นสองเท่า ในสามสิบปีที่ผ่านมา
2. เชื้อมาลาเรียได้แพร่กระจายไปในที่สูงขึ้น แม้แต่ใน Columbian, Andes ที่สูง 7000 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล
3. น้ำแข็ง ใน ธารน้ำแข็ง เขตกรีนแลนด์ ละลายเพิ่มมากขึ้นเป็นสองเท่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
4. สัตว์ต่างๆ อย่างน้อย 279 สปีชี่ส์กำลังตอบสนองต่อ ภาวะโลกร้อน โดยพยายามย้ายถิ่นที่อยู่ หากเรายังเพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้น รับรองได้เลยว่าจะเกิดเรื่องอย่างนี้แน่
5. อัตรา ผู้เสียชีวิต จาก โลกร้อน จะพุ่งไปอยู่ที่ 300000 คนต่อปี ใน 25 ปีต่อจากนี้
6. ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 20 ฟุต
7. คลื่นความร้อน จะมาบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้น
8. ภาวะฝนแล้ง และไฟป่าจะเกิดบ่อยขึ้น
9. มหาสมุทรอาร์กติกจะไม่เหลือน้ำแข็ง ภายในฤดูร้อน 2050
10. สิ่งมีชีวิตกว่าล้านสปีชี่ส์เสี่ยงที่จะสูญพันธ์ุ
เอาล่ะ...แล้วเราจะช่วยลดปัญหาโลกร้อนได้อย่างไร ?
คู่มือช่วยลด ภาวะโลกร้อน Ten Things To Do จาก An Inconvenient Truth
1. เปลี่ยนหลอดไฟ
การเปลี่ยนหลอดไฟจากหลอดไส้เป็นฟลูออเรสเซนต์หนึ่งดวง จะช่วยลด คาร์บอนไดออกไซด์ ได้ 150 ปอนด์ต่อปี
2. ขับรถให้น้อยลง
หากเป็นระยะทางใกล้ๆ สามารถเดินหรือขี่จักรยานแทนได้ การขับรถยนตร์เป็นระยะทาง 1 ไมล์จะปล่อย คาร์บอนไดออกไซด์ 1 ปอนด์
3. รีไซเคิลให้มากขึ้น
ลดขยะของบ้านคุณให้ได้ครึ่งนึงจะช่วยลด คาร์บอนไดออกไซด์ ได้ถึง 2400 ปอนด์ต่อปี
4. เช็คลมยาง
การขับรถโดยที่ยางมีลมน้อย อาจทำให้เปลืองน้ำมันขึ้นได้ถึง 3% จากปกติน้ำมันๆทุกๆแกลลอนที่ประหยัดได้ จะลด คาร์บอนไดออกไซด์ ได้ 20 ปอนด์
5.- ใช้น้ำร้อนให้น้อยลง
ในการทำน้ำร้อน ใช้พลังงานในการต้มสูงมาก การปรับเครื่องทำน้ำอุ่น ให้มีอุณหภูมิและแรงน้ำให้น้อยลง จะลด คาร์บอนไดออกไซด์ ์ได้ 350 ปอนด์ต่อปี หรือการซักผ้าในน้ำเย็น จะลดคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ปีละ 500 ปอนด์
6. หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีบรรจุภัณฑ์เยอะ
เพียงแค่ลดขยะของคุณเอง 10 % จะลด คาร์บอนไดออกไซด์ ได้ 1200 ปอนด์ต่อปี
7. ปรับอุณหภูมิห้องของคุณ(สำหรับเมืองนอก)
ในฤดูหนาว ปรับอุณหภูมิของ heater ให้ต่ำลง 2 องศา และในฤดูร้อน ปรับให้สูงขึ้น 2 องศา จะลดคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ 2000 ปอนด์ต่อปี
8. ปลูกต้นไม้
การ ปลูกต้นไม้ หนึ่งต้น จะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1 ตัน ตลอดอายุของมัน
9. ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ใช่
ปิดทีวี คอมพิวเตอร์ เครื่องเสียง และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เมื่อไม่ใช้ จะลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้นับพันปอนด์ต่อปี
และอย่างสุดท้าย10. บอกเพื่อนๆของคุณเกี่ยวกับวิธีเหล่านี้
*** รูปสุดท้าย เสาหลักบอกจุดสิ้นสุดเขตกรุงเทพมหานคร ( มันไปอยู่ในทะเลเรียบร้อยแล้ว )
เสาไฟฟ้าริมน้ำ ? ที่บางขุนเทียน บ่งบอกถึงปริมาณน้ำในทะเลที่สูงขึ้น..................................................................................................................
ความเห็นจากเพื่อนๆ
ผมเริ่มจากรณรงค์ในที่ทำงานครับ
1......เริ่มเปิดแอร์ตอน 9 โมงเช้า....ปิดแอร์ 11.30.... เปิดอีกที 13.30....ปิดแอร์ก่อนกลับบ้านครึ่งชั่วโมง
2.ถ้าจะออกทำงานไปที่ใกล้ๆกัน ก้อนัดไปรถคันเดียวกันที่ภูมิใจมาก ตอนนี้ คือ สามารถรวมเพื่อนในที่ทำงานให้มาทานข้าวเที่ยงด้วยกัน
ประมาณ 8-10 คน โดยใช้ปิ่นโต 4 ชั้น 2 เถา จัดทีม 2 ทีม สายดำสายแดง
สลับวันกัน ออกไปซื้อ จัดสำรับ และ เตรียมปิ่นโตไว้วันต่อไป ทำมาได้ 2 เดือนแล้วครับแรกๆก้อรู้สึกเขิน เวลาถือปิ่นโต แต่ก้อภูมิใจเวลาตอบคนอื่นว่า ทำไมเราใช้ปิ่นโตแทนกล่องโฟมอ่ะ
ตอนนี้ก้อลดการใช้ขยะโฟมที่ต้องเผาทิ้งไปได้ 2เดือน*20วันทำงาน*8คน เท่ากับ 320 ใบแล้วครับได้เจอสิ่งดีๆเยอะเลยครับ เวลาเอาปิ่นโตไปซื้ออาหาร จะสนุกสนานกันมาก เอากลับมาเมาท์กันเวลาทานข้าว
ทุกอย่าง...อาจจะยากตอนเริ่มต้น
ถ้าเรามีจุดมุ่งหมายที่ใฝ่ดี มั่นใจและเดินหน้าเถิดครับหยดน้ำเล็กๆ รวมเป็นสายธารใหญ่ รวมพลังใจเทอดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสครบรอบ 80 พรรษาและได้ช่วยโลกของเราด้วย
เอาใจช่วยทุกกิจกรรมครับ
......................................................................
มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยกล่าวกับผมว่า เราได้อะไรจากสังคมมามากแล้ว เราควรจะคืนกำไรให้กับสังคมบ้าง
ผมไม่เอาเปรียบใคร ผมไม่คิดทำร้ายใคร ผมไม่เห็นแก่ได้ ผมไม่เห็นแก่ตัว ผมมั่นใจว่าผมเป็นคนดีคนหนึ่งในสังคม
ผมเคยคิดว่าเท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับคนๆหนึ่งในสังคม แต่ด้วยว่าผมเป็นคนที่ชอบเสพข่าวสารข้อมูลต่างๆ
จึงทำให้รู้ความเป็นไปในด้านต่างๆของสังคม จึงทำให้ผมมีความคิดที่อยากจะทำอะไรดีๆให้เกิดขึ้นในสังคม
แม้เพียงน้อยนิดที่ตัวเองสามารถทำได้ผมก็จะทำ ผมมองไปไกล ผมมองเห็นอนาคต
..... GLOBAL WARMING ..... ไม่ใช่ปัญหาของผม ไม่ใช่ปัญหาของคนกลุ่มเล็กๆ
แต่เป็นปัญหาของคนทั้งโลก รักโลกใบนี้ให้เหมือนกับรักบ้านของคุณ หยุดโลกร้อนด้วยตัวเราเอง
......................................................................
ความรักในชาติพันธ์ุ มีพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ หลายคนบอกว่าชอบที่มีกิจกรรม
เพราะเค้าอยู่ว่างๆ เหงาๆ รู้สึกว่าชีวิตไม่มีอะไรเลย แต่พอมีกิจกรรมให้ทำเค้ารู้สึกมีความสุข
ได้พบเพื่อนๆ ได้ทำอะไรดีๆให้กับสังคมที่เราอยู่ ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่ามากขึ้น
ยังมีเพื่อนๆอีกหลายคนที่ต้องอยู่แบบเหงาๆ เศร้าๆ เพราะความกลัวในสิ่งใดๆ
การเผชิญหน้ากับสังคมไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แล้วจะรู้ว่าเราไม่เดียวดาย
คนเราทุกคนต่างมีดีต่างกัน มีความรู้ มีความสามารถ มีศักยภาพที่ต่างกันไป
แต่เมื่อใดที่เรามารวมตัวกัน ความรู้ความสามารถได้ถูกหล่อหลอมให้เป็นหนึ่งเดียว
เกิดเป็นพลังที่สามารถทำอะไรที่สร้างสรรค์และยิ่งใหญ่ให้กับโลกใบนี้
การที่เรามารวมตัวทำกิจกรรมใดๆก็เช่นกัน ย่อมต้องอาศัยศักยภาพในหลายๆด้านถึงจะประสบความสำเร็จได้
..... GLOBAL WARMING ..... ภัยพิบัติใกล้ตัว ที่ถูกมองข้าม หลายๆคนคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว
แต่ที่จริงแล้วใกล้ตัวเรามาก ถ้าติดตามข่าวสารจ